Perfect Woman Blog

การผ่าตัดนำอสุจิออกมาจากระบบสืบพันธุ์เพศชาย

(Sergical sperm retrieval)

การนำวิธีการ ICSI มาใช้โดยทั่วไปในการรักษาภาวะมีบุตรยากนั้น ได้กลายมาเป็นสิ่งที่มีบทบาทเด่นชัดและมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อกระบวนการบริหารการรักษาภาวะมีบุตรยาก ทั้งนี้เนื่องจากมีจำนวนอสุจิเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ต้องการเพื่อการปฏิสนธิด้วยวิธีการนี้ ยกตัวอย่างเช่นถ้าหากมีเซลล์ไข่จำนวน 10 ใบที่เจาะออกมาจากรังไข่ของฝ่ายหญิงที่ได้รับการกระตุ้นไข่ ก็จะต้องการใช้อสุจิเพียงสิบตัวเท่านั้นสำหรับการปฏิสนธิ โดยที่อสุจิแต่ละตัวจะถูกฉีดเข้าไปในไข่แต่ละใบ ซึ่งแตกต่างจากการปฏิสนธิในหลอดทดลองแบบธรรมดา ซึ่งต้องการจำนวนตัวอสุจิเป็นพันตัวที่ใส่เข้าไปในจานเพาะเลี้ยงเพื่อให้อสุจิหนึ่งตัวสามารถเจ้าเข้าไปในเซลล์ไข่และเกิดการปฏิสนธิกับไข่หนึ่งใบได้ มีเทคนิคการผ่าตัดหลายวิธีการที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในปัจจุบันเพื่อนำอสุจิออกมาจากอัณฑะหรือส่วนอื่นๆในท่อทางเดินของอสุจิ ปริมาณและคุณภาพของอสุจิที่ได้นั้นไม่ได้มีคุณภาพต่ำเสมอไป แต่จากผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงต่ออัตราความสำเร็จเมื่อใช้อสุจิที่ยังมีชีวิตที่ผ่าตัดนำออกมาได้ในการปฏิสนธิด้วยวิธี ICSI

 

ข้อบ่งชี้

ภาวะที่ไม่มีอสุจิในน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาเนื่องจากมีการอุดตันของท่อทางเดินอสุจินั้น เป็นข้อบ่งชี้หลักในการช่วยผ่าตัดนำอสุจิออกมา ภาวะที่ไม่มีท่อนำอสุจิแต่กำเนิดนั้นเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มนี้ อุบัติการของความล้มเหลวในการผ่าตัดต่อท่อนำอสุจิภายหลังจากการทำหมันสะท้อนให้เห็นผลในระยะยาวในการทำหมันแบบถาวร การผ่าตัดนำอสุจิออกมาจากผู้ป่วยเหล่านี้สามารถทำได้ในกรณีที่การทำหมันนั้นได้ตัดท่อนำอสุจิออกไปเป็นช่วงยาวเกินกว่าที่จะนำมาต่อกลับคืนไปได้ และนอกจากนี้การผ่าตัดนำอสุจิออกมายังสามารถทำได้ในรายที่ไม่สามารถหลั่งอสุจิออกมาเองได้

Testicular sperm extraction (TESE)

TESE เป็นเทคนิคหนึ่งของการผ่าตัดนำอสุจิออกมาซึ่งมีการทำอย่างแพร่หลายในผู้ป่วยที่ไม่มีอสุจิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการผ่าตัดนำอสุจิออกมาด้วยเทคนิคอื่นๆ TESE สามารถทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อจากอัณฑะออกมา และกระบวนการในการนำตัวอสุจิออกมาจากเนื้อเยื่อจากอัณฑะซึ่งจะได้นำไปใช้ในการช่วยปฏิสนธิด้วย ICSI ต่อไป ชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อที่ได้จากอัณฑะจะถูกนำไปแยกตัวอสุจิออกมา การทำ TESE นี้ได้มีการการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการช่วยเหลือการเจริญพันธุ์ไปอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในผู้ป่วยที่ไม่มีอสุจิในน้ำอสุจิที่หลั่งออกมานั้นในอดีตเคยเชื่อว่าภาวะเป็นหมันนั้นจะไม่สามารถกลับมามีบุตรได้ แต่จากประสบกรณ์ในปัจจุบันพบว่า การตรวจหาตัวอสุจิจากเนื้อเยื่อที่ตัดออกมาจากอัณฑะของผู้ป่วยอย่างพินิจพิเคราะห์นั้น พบว่าสามารถตรวจพบอสุจิได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก แม้แต่ในรายที่ไม่มีอสุจิที่สมบูณ์เต็มที่เลยก็ยังสามารถพบเซลล์ต้นกำเนิดของอสุจิ (Spermatid) ได้มากถึง 50% และสามารถนำมาใช้ในการปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงด้วยวิธี ICSI ได้

 

การผ่าตัดนำอสุจิออกมา

ในผู้ป่วยที่ไม่มีอสุจิในน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาเลยนั้น แพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจนก่อน การตรวจนั้นอาจรวมถึงการเจาะเลือดเพื่อหาหลักฐานว่ามีการล้มเหลวของการทำงานของอัณฑะหรือไม่ เช่นมีการเพิ่มสูงขึ้นของระดับฮอร์โมน FSH เพื่อทดสอบว่าผู้ป่วยรายนั้นมีอสุจิที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ซึ่งจะกระทำก่อนที่จะมีการกระตุ้นไข่ในฝ่ายหญิง และอสุจิที่ได้มานั้นจะทำการเก็บแช่แข็งเอาไว้สำรองใช้ในการรักษา โดยจะทำการละลายอสุจิออกมาในวันที่มีการเจาะไข่ และจะช่วยการปฏิสนธิของอสุจิและเซลล์ไข่ด้วยวิธี ICSI

อสุจิสดที่ผ่าตัดนำออกมาได้จากวิธีการ TESE อาจจะนำมาใช้ในกรณีที่ไม่มีอสุจิแช่แข็งไว้ก่อนหน้านี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ต้องการทำการทดสอบนำอสุจิออกมาก่อนเริ่มการรักษาในฝ่ายหญิง ในกรณีนี้มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ตัวอสุจิจากการผ่าตัด ผู้ป่วยควรต้องทราบถึงความเสี่ยงนี้ด้วย เพื่อจะได้พิจารณาถึงการขอรับอสุจิบริจาคไว้สำหรับสำรองใช้

 

สรุป

โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดนำอสุจิออกมานั้นถือว่าเป็นกระบวนการที่ปลอดภัย และช่วยให้ผู้มีบุตรยากมีทางเลือกมากขึ้นในการรักษา จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่พบว่าการผ่าตัดนำอสุจิออกมาด้วยวิธีการต่างๆดังกล่าวมาแล้วนั้นมีความสัมพันธ์ต่ออัตราความผิดปกติและพิการของทารกแตกต่างจากอัตราความผิดปกติที่พบในประชากรทั่วไป

มีบุตร…อาจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คุณคิด

   วิธีการรักษาภาวะการมีบุตรยากในปัจจุบัน มีด้วยกันหลากหลายวิธี “บลาสโตซิสท์คัลเจอร์” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาการมีบุตรยาก ถ้าครอบครัวท่านหรือบุคคลใกล้เคียงประสบปัญหาการมีบุตรยาก ทางสถาบัน Perfect Woman ขอเชิญท่านเข้าร่วมฟังสัมมนาให้ความรู้ในเรื่อง

“บลาสโตซิสท์คัลเจอร์ วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก
และ
ผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง ”

โดย

นพ. ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ
นพ. ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ่
นพ. พูนศักดิ์ สุชนวณิช
นพ. พูนศักดิ์ สุชนวณิช

ณ ห้องสัมมนา ชั้น 6 อาคาร Perfect Woman Institute แผนที่
วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09.00 – 12.00 น.

Promotion ตรวจ Pap Smear + Ultrasound GYN 999 บาท

Posted by: perfectwoman2009 on: ธันวาคม 4, 2009

Promotion ตรวจ Pap Smear + Ultrasound GYN 999 บาท

สามารถนัดผ่าน website ของสถาบันเพอร์เฟควูแมนสามารถรับการตรวจใน ราคาเพียง 999 บาท (ราคานี้รวมค่าธรรมเนียมแพทย์แล้ว)
ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม - 31 กรกฎาคม 2553

สมัครได้ที่นี้
http://perfectwomaninstitute.com/promotion-perfectwoman.php

โปรโมชั่นการผ่าตัดมดลูกผ่านกล้องเทคนิคการผ่าตัดมดลูกออกผ่านกล้องโดยผ่าตัดผ่านทางผนังหน้าท้อง แต่ไม่ต้องเปิดแผลกว้างเหมือนเช่นเดิมอีกแล้ว แพทย์เพียงเจาะรูให้กล้องและเครื่องมือจับอีก 2 ก้าน เข้าไปในช่องท้องผ่านทางผนังหน้าท้อง ดูดมดลูกออกมาได้อย่างง่ายดาย โดยคนไข้ไม่รู้สึกเจ็บตัวมากนักหลังการผ่าตัด เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมาก ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าเดิมมาก คนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้ภายในระยะเวลาเพียง 3 – 4 วัน ผลการผ่าตัดมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นจากความละเอียดแม่นยำของเครื่องมือและ เทคโนโลยีที่ช่วยในการผ่าตัดของแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้คุณผู้หญิงสมัยนี้แม้จะผ่านการผ่าตัดมดลูกมาแล้วแต่หน้าท้องยังสวย เนียนได้เหมือนเช่นเดิม

ราคา 99,000.00 บาท


รายละเอียดเพิ่มเติม :

http://perfectwomaninstitute.com/package-Laparoscopic-Hysterectomy.php
Tel. 02 625 6842



ป้ายกำกับ:

การผ่าตัดผ่านกล้องคืออะไร?

Posted by: perfectwoman2009 on: พฤศจิกายน 23, 2009

การผ่าตัดผ่านกล้องคืออะไร?
การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวชเป็นการรักษาโรคของสตรีโดยการผ่าตัดซึ่งเกิด ขึ้นในบริเวณอุ้งเชิงกราน ได้แก่ รังไข่ มดลูก ท่อนำไข่ และบริเวณใกล้เคียง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด คือการใช้กล้องส่องเข้าไปทำการผ่าตัดอวัยวะภายใน การรักษาด้วยวิธีจะกระทบกระเทือนต่ออวัยวะภายในน้อยที่สุด ลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นไม่นานและหายเร็ว วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก และเหมาะสมมากสำหรับผู้ป่วยอายุน้อย และต้องการมีบุตรต่อไป

การผ่าตัดแบบเดิมๆ
การผ่าตัดแบบเดิมจะเป็นการผ่าตัดโดยการเปิดหน้าท้องทำให้เกิดแผลยาวประมาณ 5-7 ซม.

ข้อเสียของการผ่าตัดแบบเดิม
- ผู้ป่วยต้องอยู่โรงพยาบาลนาน และใช้ระยะเวลาในการผักฟื้นนาน 2-3 สัปดาห์ ก่อนไปทำงานได้ตามปกติ
- ผู้ป่วยจะเสียเลือด และปวดแผลมาก
- ผู้ป่วยขยับเคลื่อนไหวลำบาก และต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หลังการผ่าตัด
- เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้ง่าย

การผ่าตัดผ่านกล้อง
การผ่าตัดผ่านกล้อง จะทำให้มีแผลบริเวณหน้าท้องเพียง 1/2 ซม.- 1 ซม. ประมาณ 2-3 แห่งเท่านั้น

ข้อดีขอองการผ่าตัดผ่านกล้อง
- ผู้ป่วยใช้เวลาอยู่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน และพักฟื้นเพียง 5-7 วัน ก่อนไปทำงานได้ตามปกติ
- ผู้ป่วยจะเสียเลือด และปวดแผลน้อยกว่า เนื่องจากแผลมีขนาดเล็ก
- แพทย์สามารถมองเห็นรายละเอียดของตำแหน่งที่จะทำการผ่าตัดได้ชัดเจน เนื่องจากเป็นการดูด้วยกล้องขยายกำลังสูงต่างการผ่าตัดแบบเดิมซึ่งเป็นการดู ด้วยตาเปล่า
- ไม่ต้องงดอาหาร ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดได้ทันทีเมื่อรู้สึกตัว
- โอกาสเกิดพังผืดหลังการผ่าตัดน้อยกว่า
- ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดได้ดีกว่า

ป้ายกำกับ:

วิธีการผ่าตัดมดลูก

Posted by: perfectwoman2009 on: พฤศจิกายน 22, 2009

    วิธีการผ่าตัดมดลูก มี 3 วิธี คือ

  1. การผ่าตัดทางหน้าท้อง เป็นวิธีผ่าตัดที่ทำกันเป็นส่วนใหญ่เพราะทำได้ง่าย คือ การทำแผลที่หน้าท้องยาว
     6 – 8 นิ้ว เอามดลูกออกทางหน้าท้อง
  2. การผ่าตัดทางช่องคลอด คือ การเอาก้อนมดลูกผ่านทางช่องคลอด วิธีนี้ไม่มีแผลทางหน้าท้อง แต่ทำ
     ยากกว่าวิธีแรก แพทย์มักเลือกทำกรณีที่มีมดลูกหย่อน มดลูกไม่ได้มากและไม่มีพังผืด
    ข้อดีของวิธีนี้ คือ เจ็บน้อย กว่าและภาวะแทรกซ้อนน้อยว่า และระยะฟื้นตัวสั้นกว่าวิธีแรก
  3. การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องช่องท้อง คือการเจาะช่องท้องเป็นรูเล็ก ๆ 3 – 4 รู แล้วใช้เครื่องมือพิเศษเข้าไป
     ตัดมดลูก แล้วเอามดลูกออกทางช่องคลอด หรือย่อยเอาออกทางรูเล็ก ๆ วิธีนี้ทำได้แม้มดลูกไม่หย่อน
    ข้อดีคือ มีแผลเล็กกว่า, เจ็บน้อยกว่า และฟื้นตัวเร็วกว่าวิธีแรก และทำได้ในกรณีที่วิธีที่ 2 ทำไม่ได้
    ข้อเสีย คือ ต้องใช้ เครื่องมือพิเศษ ค่าใช้จ่ายยังแพงกว่า

ความรู้เรื่องตัดมดลูก

Posted by: perfectwoman2009 on: พฤศจิกายน 20, 2009

                การตัดมดลูกนับว่าเป็นการผ่าตัดที่มากที่สุด ในทางนรีเวชวิทยาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณกันว่ามีการ ผ่าตัดมดลูกออก ปีละมากกว่า 650,000 ราย และ 80% ของผู้ป่วยมีอายุระหว่าง 20 ถึง 49 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มีความรู้เกี่ยวกับการตัดมดลูกน้อย จึงมักทำให้เกิดความกลัวและกังวลใจ มีคำถามอยู่ในใจมากมายทั้งที่กล้าถาม และไม่กล้าถาม เช่น ฉันจะรู้สึกอย่างไรเมื่อฟื้นจากสลบ จะมีผลตามมาอย่างไรบ้าง มีผลระยะยาวอย่างไร จะทำให้แก่ลงเร็วใช่หรือไม่ จะทำให้ชีวิตเกี่ยวกับทางเพศเปลี่ยนไปหรือไม่ เป็นต้น

ความหมายของคำว่า “ตัดมดลูก”

คำว่า ตัดมดลูกโดยทั่ว ๆ ไป หมายถึง การตัดเอามดลูกและปากมดลูกออก แต่ในทางการแพทย์อาจแบ่งออก
 เป็นสามอย่าง คือ

  1. การตัดมดลูกและปากมดลูกออก (Total Hysterectomy) เหลือรังไข่ไว้ 1 ข้างหรือทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้คงการ
     ทำงานที่สร้างฮอร์โมนของรังไข่ไว้
  2. ตัดเฉพาะส่วนของมดลูกเหลือปากมดลูกไว้ (Subtotal Hysterectomy) จะทำในกรณีที่การตัดปากมดลูก
     เอาออกยากแพทย์บางคนเชื่อว่าการคงปากมดลูกไว้ จะช่วยป้องกันการหย่อนของช่องคลอดที่เหลืออยู่ บางคนเชื่อว่า
    อาจเกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางเพศของสตรี มีการศึกษาพบว่า การตัดแบบเหลือปากมดลูกไว้ ทำได้ง่ายกว่าตัดมดลูก
    ทั้ง หมดออก, ภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า และการเจ็บปวดของคนไข้น้อยกว่าด้วย ในกรณีนี้ ปากมดลูกที่เหลืออยู่มี โอกาสเกิดมะเร็งได้เหมือนคนทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ได้รับการผ่าตัดมดลูก จึงต้องมีการตรวจมะเร็งปากมดลูกเหมือนปกติ
  3. การตัดมดลูกเหมือนแบบที่ 1 หรือ แบบที่ 2 แต่เอารังไข่ออกไปด้วยทั้ง 2 ข้าง ความแตกต่างของแบบนี้
     จาก 2 แบบแรก คือจะไม่มีรังไข่สำหรับผลิตฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะที่สำคัญคือ เอสโตรเจน (Estrogen) อยู่อีกต่อไปมักจะทำในกรณีที่อายุมากแล้ว รังไข่หมดหน้าที่แล้ว หรือรังไข่มีพยาธิสภาพ หรือมีเนื้องอกมะเร็งที่อื่น ที่ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะไปทำให้มันลุกลามมากขึ้น แบบนี้จะทำให้ร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เหมือนกับคนที่
    หมดระดูแล้ว ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงการให้ฮอร์โมนทดแทนต่อไป เช่นเดียวกับคนหมดระดู
ป้ายกำกับ: ,

มดลูก คือ..?

Posted by: perfectwoman2009 on: พฤศจิกายน 20, 2009

มดลูก คืออวัยวะสำหรับทำหน้าที่ในการตั้งครรภ์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

ส่วนที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า ตัวมดลูก(CORPUS) เป็นส่วนที่ห่อหุ้มตัวอ่อนเวลาตั้งครรภ์มีเยื่อบุมดลูกอยู่ภายใน

สำหรับให้ตัวอ่อนฝังตัวและเกาะอยู่และ กล้ามเนื้อมดลูกอยู่ภายนอก

ส่วนล่างลงมาคือ ปากมดลูก มีหน้าที่เป็นประตูของมดลูก

ส่วนที่สามคือ ท่อมดลูกมี 2 ข้าง ทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงไข่และตัวอ่อนเข้ามาในโพรงมดลูก

อวัยวะอื่นที่ไม่ใช่มดลูกแต่ติดอยู่กับมดลูกคือรังไข่มี 2 ข้าง ซ้าย – ขวา ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือผลิตไข่สำหรับ

ผสมพันธุ์และผลิตฮอร์โมนเพศสตรี เพื่อให้ร่างกายและจิตใจคงความเป็นสตรีที่สมบูรณ์

ป้ายกำกับ: ,

“ตินเพร็พ” (ThinPrep Pap Test)

Posted by: perfectwoman2009 on: พฤศจิกายน 18, 2009

“ตินเพร็พ” (ThinPrep Pap Test)

“ตินเพร็พ” (ThinPrep Pap Test) เป็นการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิทยาการใหม่ล่าสุด

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย การตรวจภายในและตรวจหาเซลล์ผิดปกติจากปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก สามารถทำการรักษาได้ง่าย และเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งระยะลุกลาม

การตรวจหาเซลล์มะเร็งแบบเก่าที่เรียกว่า “แป๊ปเสมียร์” (Pap Smear) นั้น ได้ถูกค้นพบมานานกว่า 50 ปีแล้ว การตรวจแป๊ปเสมียร์ แพทย์ผู้ตรวจจะใช้อุปกรณ์ทำจากแผ่นไม้บางๆ ที่ปราศจากเชื้อ ขูดเยื่อบุผิวบนปากมดลูกและเก็บสารน้ำในช่องคลอดแล้วป้ายลงบนแผ่นสไลด์แก้ว ส่งไปย้อมสีและส่องชันสูตรด้วยกล้องจุลทรรศน์

ปัญหาของการตรวจแป๊ปเสมียร์แบบเก่านั้น พบว่า หากขณะตรวจภายในมีการอักเสบ มีเลือดออก หรือมีมูกขาวมาก จะมีการปนเปื้อนของสิ่งเหล่านี้ ซึ่งทำให้บดบังเซลล์ที่มีความผิดปกติ และมีโอกาสที่จะตรวจไม่พบเซลล์ผิดปกติที่มีอยู่ได้

ตินเพร็พ (ThinPrep) เป็นวิธีการใหม่ล่าสุดที่นำมาใช้ในการตรวจหาเซลล์ผิดปกติจากปากมดลูกและในช่องคลอด เริ่มมีการใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ข้อมูลการศึกษาวิจัยจากสถาบันทั่วโลกพบว่า การตรวจด้วยวิธีใหม่นี้ ให้ผลดีกว่าการตรวจแบบเก่าประมาณร้อยละ 65 ในสหรัฐอเมริกาและหลายๆ ประเทศ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำตินเพร็พ มาตรวจหาเซลล์มะเร็งจากปากมดลูก แทนวิธีการตรวจ แป๊ปเสมียร์ แบบเก่า

สำหรับในประเทศไทย การตรวจด้วยวิธี ตินเพร็พ เริ่มใช้มาประมาณ 1 ปี ข้อเสียของวิธีนี้คือ มีราคาสูงกว่าวิธี แป๊ปเสมียร์แบบเก่ามาก แต่มีข้อดีมากกว่าหลายอย่าง รวมทั้งผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมาตรวจซ้ำหลายครั้งในระยะเวลา 1 ปี

ตินเพร็พ (ThinPrep) ใช้อุปกรณ์เฉพาะ เก็บตัวอย่าง ป้ายนำเยื่อบุผิวจากบริเวณปากมดลูกเช่นเดิม แต่จะนำเซลล์ตัวอย่างที่เก็บมาได้ทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยา เพื่อรักษาเซลล์ ซึ่งจะทำให้ได้เซลล์ตัวอย่างครบถ้วน แล้วนำเข้าเครื่องอัตโนมัติในการเตรียมเซลล์บนสไลด์แก้ว จะมีการกำจัดสิ่งปนเปื้อนของมูก เซลล์เม็ดเลือด หรือลดการซ้อนทับกันของเซลล์ที่หนาแน่นเกินไป ทำให้เพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติที่มีอยู่ได้ดียิ่งขึ้น

Pap Smear

Conventional Pap smear slide

Thin Preb Pap Test

Thin Prep Pap test slide

 

ขอบคุณข้อมูลจาก รศ.พญ.สุรินทร์ทิพย์ เปี่ยมสมบูรณ์

การเตรียมตัวก่อนมาตรวจ Pap Smear

Posted by: perfectwoman2009 on: พฤศจิกายน 17, 2009

แนวทางตรวจสุขภาพในผู้ใหญ่ทั่วไป

Pap smear ตรวจเมื่อสตรีเริ่มมีเพศสัมพันธ์ หรืออายุ 35 ปี ปีละ 1ครั้ง x 3 ปี หลังจากนั้นตรวจทุก 3 ปี

การเตรียมตัวก่อนมาตรวจ Pap Smear

  • ไม่ใส่ยาในช่องคลอดหรือล้างช่องคลอดก่อนตรวจ 24-48 ชั่วโมง
  • งดเพศสัมพันธ์ 24-48 ชั่วโมง
  • ไม่ควรตรวจภายในมาแล้ว 24 ชั่วโมง
  • ไม่ควรตรวจในช่วงมีประจำเดือน หรือถ้ามีการอักเสบที่ปากมดลูกควรรักษาให้หายเสียก่อน

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วย Pap Smmear มีความจำเพาะหรือ Specificity ถึงร้อยละ 99.8 อีกร้อยละ 0.2 เป็นผลบวกลวงเกิดจากความผิดพลาดในการแปลผลการอักเสบ Metaplasia เป็น Cervical Intraepithelial Neoplasia [CIN หรือ Dysplasia] หรือ Squamous Cell Carcinoma [SCC] แต่ผลบวกลวงไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการรักษาเพราะ การวินิจฉัยต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อตรวจยืนยัน

ความไวหรือ Sensitivity หมายถึงอัตราส่วนของสตรีที่เป็น CIN หรือ SCC แล้วตรวจพบด้วย Pap Smear เท่ากับร้อยละ 60-90 ซึ่งแสดงว่าร้อยละ 10-40 เป็นผลลบลวง [ผลลบลวง เกิดจาก Sample Error คือวิธีการทำ Pap Smear ไม่ถูกต้อง พบมากที่สุด, Screening Error มีเซลล์ผิดปกติบนสไลด์แต่ตรวจไม่พบความผิดปกติ, Interpretative Error วินิจฉัยเป็นกลุ่ม Benign แทนที่จะวินิจฉัยเป็นมะเร็ง พบน้อยมาก]

สตรีปกติเมื่ออายุครบ 35, 40, 45, 50, 55, และ 60 ปีควรได้รับการตรวจแปปสเมียร์ เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก และในระยะก่อนเป็นมะเร็ง

ระยะห่างของการตรวจ (ปี)
จำนวนการทำ Pap smear ในช่วงชีวิต
การลดลงของอุบัติการสะสม (%)
1 30 93.5
2 15 92.5
3 10 90.8
4 7 83.6
5 6 64.1

Shingleton HM. Orr JW Jr. Philadelphia : J.B.Lippincott; 1995 : 1-69

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.