Perfect Woman Blog

Posts Tagged ‘มะเร็งปากมดลูก

มีบุตร…อาจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คุณคิด

   วิธีการรักษาภาวะการมีบุตรยากในปัจจุบัน มีด้วยกันหลากหลายวิธี “บลาสโตซิสท์คัลเจอร์” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาการมีบุตรยาก ถ้าครอบครัวท่านหรือบุคคลใกล้เคียงประสบปัญหาการมีบุตรยาก ทางสถาบัน Perfect Woman ขอเชิญท่านเข้าร่วมฟังสัมมนาให้ความรู้ในเรื่อง

“บลาสโตซิสท์คัลเจอร์ วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก
และ
ผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง ”

โดย

นพ. ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ
นพ. ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ่
นพ. พูนศักดิ์ สุชนวณิช
นพ. พูนศักดิ์ สุชนวณิช

ณ ห้องสัมมนา ชั้น 6 อาคาร Perfect Woman Institute แผนที่
วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09.00 – 12.00 น.

Promotion ตรวจ Pap Smear + Ultrasound GYN 999 บาท

สามารถนัดผ่าน website ของสถาบันเพอร์เฟควูแมนสามารถรับการตรวจใน ราคาเพียง 999 บาท (ราคานี้รวมค่าธรรมเนียมแพทย์แล้ว)
ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 กรกฎาคม 2553

สมัครได้ที่นี้
http://perfectwomaninstitute.com/promotion-perfectwoman.php

    วิธีการผ่าตัดมดลูก มี 3 วิธี คือ

  1. การผ่าตัดทางหน้าท้อง เป็นวิธีผ่าตัดที่ทำกันเป็นส่วนใหญ่เพราะทำได้ง่าย คือ การทำแผลที่หน้าท้องยาว
     6 – 8 นิ้ว เอามดลูกออกทางหน้าท้อง
  2. การผ่าตัดทางช่องคลอด คือ การเอาก้อนมดลูกผ่านทางช่องคลอด วิธีนี้ไม่มีแผลทางหน้าท้อง แต่ทำ
     ยากกว่าวิธีแรก แพทย์มักเลือกทำกรณีที่มีมดลูกหย่อน มดลูกไม่ได้มากและไม่มีพังผืด
    ข้อดีของวิธีนี้ คือ เจ็บน้อย กว่าและภาวะแทรกซ้อนน้อยว่า และระยะฟื้นตัวสั้นกว่าวิธีแรก
  3. การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องช่องท้อง คือการเจาะช่องท้องเป็นรูเล็ก ๆ 3 – 4 รู แล้วใช้เครื่องมือพิเศษเข้าไป
     ตัดมดลูก แล้วเอามดลูกออกทางช่องคลอด หรือย่อยเอาออกทางรูเล็ก ๆ วิธีนี้ทำได้แม้มดลูกไม่หย่อน
    ข้อดีคือ มีแผลเล็กกว่า, เจ็บน้อยกว่า และฟื้นตัวเร็วกว่าวิธีแรก และทำได้ในกรณีที่วิธีที่ 2 ทำไม่ได้
    ข้อเสีย คือ ต้องใช้ เครื่องมือพิเศษ ค่าใช้จ่ายยังแพงกว่า

“ตินเพร็พ” (ThinPrep Pap Test)

“ตินเพร็พ” (ThinPrep Pap Test) เป็นการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิทยาการใหม่ล่าสุด

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย การตรวจภายในและตรวจหาเซลล์ผิดปกติจากปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก สามารถทำการรักษาได้ง่าย และเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งระยะลุกลาม

การตรวจหาเซลล์มะเร็งแบบเก่าที่เรียกว่า “แป๊ปเสมียร์” (Pap Smear) นั้น ได้ถูกค้นพบมานานกว่า 50 ปีแล้ว การตรวจแป๊ปเสมียร์ แพทย์ผู้ตรวจจะใช้อุปกรณ์ทำจากแผ่นไม้บางๆ ที่ปราศจากเชื้อ ขูดเยื่อบุผิวบนปากมดลูกและเก็บสารน้ำในช่องคลอดแล้วป้ายลงบนแผ่นสไลด์แก้ว ส่งไปย้อมสีและส่องชันสูตรด้วยกล้องจุลทรรศน์

ปัญหาของการตรวจแป๊ปเสมียร์แบบเก่านั้น พบว่า หากขณะตรวจภายในมีการอักเสบ มีเลือดออก หรือมีมูกขาวมาก จะมีการปนเปื้อนของสิ่งเหล่านี้ ซึ่งทำให้บดบังเซลล์ที่มีความผิดปกติ และมีโอกาสที่จะตรวจไม่พบเซลล์ผิดปกติที่มีอยู่ได้

ตินเพร็พ (ThinPrep) เป็นวิธีการใหม่ล่าสุดที่นำมาใช้ในการตรวจหาเซลล์ผิดปกติจากปากมดลูกและในช่องคลอด เริ่มมีการใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ข้อมูลการศึกษาวิจัยจากสถาบันทั่วโลกพบว่า การตรวจด้วยวิธีใหม่นี้ ให้ผลดีกว่าการตรวจแบบเก่าประมาณร้อยละ 65 ในสหรัฐอเมริกาและหลายๆ ประเทศ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำตินเพร็พ มาตรวจหาเซลล์มะเร็งจากปากมดลูก แทนวิธีการตรวจ แป๊ปเสมียร์ แบบเก่า

สำหรับในประเทศไทย การตรวจด้วยวิธี ตินเพร็พ เริ่มใช้มาประมาณ 1 ปี ข้อเสียของวิธีนี้คือ มีราคาสูงกว่าวิธี แป๊ปเสมียร์แบบเก่ามาก แต่มีข้อดีมากกว่าหลายอย่าง รวมทั้งผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมาตรวจซ้ำหลายครั้งในระยะเวลา 1 ปี

ตินเพร็พ (ThinPrep) ใช้อุปกรณ์เฉพาะ เก็บตัวอย่าง ป้ายนำเยื่อบุผิวจากบริเวณปากมดลูกเช่นเดิม แต่จะนำเซลล์ตัวอย่างที่เก็บมาได้ทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยา เพื่อรักษาเซลล์ ซึ่งจะทำให้ได้เซลล์ตัวอย่างครบถ้วน แล้วนำเข้าเครื่องอัตโนมัติในการเตรียมเซลล์บนสไลด์แก้ว จะมีการกำจัดสิ่งปนเปื้อนของมูก เซลล์เม็ดเลือด หรือลดการซ้อนทับกันของเซลล์ที่หนาแน่นเกินไป ทำให้เพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติที่มีอยู่ได้ดียิ่งขึ้น

Pap Smear

Conventional Pap smear slide

Thin Preb Pap Test

Thin Prep Pap test slide

 

ขอบคุณข้อมูลจาก รศ.พญ.สุรินทร์ทิพย์ เปี่ยมสมบูรณ์

แนวทางตรวจสุขภาพในผู้ใหญ่ทั่วไป

Pap smear ตรวจเมื่อสตรีเริ่มมีเพศสัมพันธ์ หรืออายุ 35 ปี ปีละ 1ครั้ง x 3 ปี หลังจากนั้นตรวจทุก 3 ปี

การเตรียมตัวก่อนมาตรวจ Pap Smear

  • ไม่ใส่ยาในช่องคลอดหรือล้างช่องคลอดก่อนตรวจ 24-48 ชั่วโมง
  • งดเพศสัมพันธ์ 24-48 ชั่วโมง
  • ไม่ควรตรวจภายในมาแล้ว 24 ชั่วโมง
  • ไม่ควรตรวจในช่วงมีประจำเดือน หรือถ้ามีการอักเสบที่ปากมดลูกควรรักษาให้หายเสียก่อน

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วย Pap Smmear มีความจำเพาะหรือ Specificity ถึงร้อยละ 99.8 อีกร้อยละ 0.2 เป็นผลบวกลวงเกิดจากความผิดพลาดในการแปลผลการอักเสบ Metaplasia เป็น Cervical Intraepithelial Neoplasia [CIN หรือ Dysplasia] หรือ Squamous Cell Carcinoma [SCC] แต่ผลบวกลวงไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการรักษาเพราะ การวินิจฉัยต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อตรวจยืนยัน

ความไวหรือ Sensitivity หมายถึงอัตราส่วนของสตรีที่เป็น CIN หรือ SCC แล้วตรวจพบด้วย Pap Smear เท่ากับร้อยละ 60-90 ซึ่งแสดงว่าร้อยละ 10-40 เป็นผลลบลวง [ผลลบลวง เกิดจาก Sample Error คือวิธีการทำ Pap Smear ไม่ถูกต้อง พบมากที่สุด, Screening Error มีเซลล์ผิดปกติบนสไลด์แต่ตรวจไม่พบความผิดปกติ, Interpretative Error วินิจฉัยเป็นกลุ่ม Benign แทนที่จะวินิจฉัยเป็นมะเร็ง พบน้อยมาก]

สตรีปกติเมื่ออายุครบ 35, 40, 45, 50, 55, และ 60 ปีควรได้รับการตรวจแปปสเมียร์ เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรก และในระยะก่อนเป็นมะเร็ง

ระยะห่างของการตรวจ (ปี)
จำนวนการทำ Pap smear ในช่วงชีวิต
การลดลงของอุบัติการสะสม (%)
1 30 93.5
2 15 92.5
3 10 90.8
4 7 83.6
5 6 64.1

Shingleton HM. Orr JW Jr. Philadelphia : J.B.Lippincott; 1995 : 1-69

แปปสเมียร์ (Pap smear) คืออะไร

Pap ย่อมาจาก Papanicolaou ซึ่งเป็นผู้ค้นพบวิธีย้อมสีเซลล์ ทำให้เซลล์ปกติ และเซลล์ผิดปกติ เช่นเซลล์มะเร็งติดสีแตกต่างกัน จึงเรียกวิธีย้อมนี้โดยย่อว่า Pap smear สามารถตรวจเซลล์จากทุกอวัยวะได้ นิยมตรวจที่เซลล์ปากมดลูกมากที่สุด เพราะเก็บเซลล์ง่าย

ทั้งนี้ มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ โดยการตรวจ Pap smear สม่ำเสมอ ปีละครั้งหรือตามแพทย์นัด จะทำให้สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ได้ตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็งแท้จริง หรือเริ่มเป็นมะเร็งระยะต้นยังไม่ลุกลาม เมื่อรักษาเสียก็เป็นการตัดวงจรของการกลายเป็นมะเร็งได้ การตรวจคือการตรวจภายในนั่นเอง แพทย์จะใช้ไม้เล็กๆ แบนๆ คล้ายไม้ไอศกรีมป้ายปากมดลูก แล้วป้ายลงบนสไลด์ ส่งย้อม Pap ปกติการย้อมใช้เวลา 1-2 ช.ม. ก็นำมาอ่านและแปลผลได้แล้ว แต่เพื่อการประหยัดจึงย้อมพร้อมกันคราวละมากๆ ดังนั้นกว่าจะได้ผลก็จะประมาณ 3-7 วันแล้วแต่ lab แต่ละที่

ควรไปตรวจ Pap ในระยะที่สบายดี ไม่มีตกขาวผิดปกติ ไม่ใช่กำลังมีระดู เพราะจะทำให้การแปลผลยาก และแปลผลผิดได้ แต้ถ้ามีเลือดออกกะปริบกะปรอยที่ไม่ใช่ระดูควรไปตรวจเลย ไม่ต้องรอเลือดหยุด เพราะการที่มีเลือดออกผิดปกติก็เป็นอาการหนึ่งของมะเร็ง สตรีทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรตรวจทุกคน แต่ถ้ายังไม่มีควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 35 ปี เป็นต้นไป USA แนะนำตั้งแต่อายุ 20 ปี เพราะเขา มีเพศสัมพันธ์กันไว ไม่ต้องกลัวเจ็บ แพทย์ผู้ตรวจจะเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม ใช้หล่อลื่นช่วย และพยายามตรวจให้นุ่มนวลระมัดระวังไม่ให้เจ็บอยู่แล้ว

ผู้หญิงที่ได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีอีกประมาณร้อยละ ๑๐-๒๐ ที่ยังคงพบเชื้ออยู่ในร่างกายต่อไป ซึ่งในจำนวนนี้ จะมีเชื้อไวรัสเอชพีวีหลงเหลืออยู่ และคอยโอกาสเมื่อสภาวะเหมาะสมต่อการติดเชื้อลุกลามของโรค เช่น เมื่อร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ ก็จะเกิดการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี และพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ ๕-๑๐  ปี



พบว่าผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูก จำนวน ๑๐๐ คน ที่มีการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี และเกิดการติดเชื้อชนิดนี้ อย่างต่อเนื่อง จนพัฒนากลายไปเป็นมะเร็งที่ปากมดลูก นั้น จะมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ ๑๖ คิดเป็นจำนวน ๕๔ คน (ร้อยละ ๕๔)

รองลงมา คือไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ ๑๘ คิดเป็นจำนวน ๑๗ คน (ร้อยละ ๑๗)

ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ ๓๑ คิดเป็นจำนวน ๓ คน (ร้อยละ ๓)

ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ ๓๓ จำนวน ๓ คน (ร้อยละ ๓)

ไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ ๔๕ จำนวน ๗ คน (ร้อยละ ๗)

นอกจากนี้ มีไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์อื่นๆ อีกรวมกันได้เป็น ๑๐๐ คน



ดังนั้น การสร้างวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ไม่ให้เกิดการติดเชื้อและไม่ลุกลามจนเป็นมะเร็งปากมดลูก จะได้ผลหรือมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับชนิดของสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเอชพีวีที่มีอยู่ในวัคซีนนั้นๆ ซึ่งวัคซีนที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันจะสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้กับเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ ๖, ๑๑, ๑๖ และ ๑๘ เท่านั้น

      


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกครอบคลุมเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคได้ร้อยละ ๗๑

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิดนี้ (ซึ่งน่าจะเรียกว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี) จึงไม่ครอบคลุมเชื้อไวรัสเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ทั้งหมด แต่จะครอบคลุมเฉพาะเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ ๑๖ และ ๑๘ ซึ่งครอบคลุมโอกาสการเกิดได้ร้อยละ ๗๑ เท่านั้น (๕๔ + ๑๗ = ๗๑)

ส่วนเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ ๖ และ ๑๑ ที่มีอยู่ในวัคซีนก็จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหูดได้ แต่ไม่มีผลต่อโรคมะเร็งปากมดลูก ข้อเท็จจริงข้อนี้เป็นข้อมูลหนึ่งที่ทาง

อย. อยากให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วนก่อนการตัดสินใจเข้ารับว่ารับวัคซีนชนิดนี้

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก คือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี”

      


วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เริ่มใช้อายุเท่าใด?

วัคซีนชนิดนี้เป็นชนิดที่ใช้เพื่อ ป้องกันŽ การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี จึงจะมีประโยชน์เฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อชนิดนี้ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ เพราะเชื้อไวรัสเอชพีวีติดต่อถึงกันได้อย่างง่ายดายด้วยการสัมผัสโดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์



คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เริ่มอายุเท่าใด?”

ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ หญิงบริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน

ต่างประเทศจะให้ช่วงอายุระหว่าง ๙-๒๖ ปี (ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์) ซึ่งส่วนหนึ่งมีเหตุผลว่า เด็ก    อายุ ๙ ขวบ ยังไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศ

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการศึกษาทดลองวัคซีนชนิดนี้มีการทดลองกับหญิงอายุระหว่าง ๙-๒๖ ปี เท่านั้น ส่วนหญิงในช่วงอายุอื่นๆ ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา   ยังไม่ได้ผลสรุปออกมา

      


เมื่อฉีดวัคซีนแล้ว…ยังมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกอีกหรือไม่?

ตอบได้เลยว่า ปัจจุบันวัคซีนครอบคลุมได้ประมาณ ร้อยละ ๗๑ (ไม่ครบร้อย) จึงยังมีโอกาสติดเชื้อไวรัสเอชพีวีชนิดอื่นๆ ได้ แต่การได้รับวัคซีนก็จะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเอชพีวี ๑๖ และ ๑๘ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญได้ และช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกให้น้อยลงได้ แต่ไม่ทั้งหมด


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.